Bangkok_Bicycle_City_01

กรุงเทพฯเมืองจักรยาน ‘Bangkok Bicycle City’

Architecture, Community Services, Environment

Bangkok_Bicycle_City_01

“กรุงเทพฯ เมืองจักรยาน” เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจ ที่ ไซต์-สเปซิฟิค ต้องการจุดประกายความเป็นไปได้ที่จะสร้างพื้นที่ให้กับจักรยาน หนึ่งในยานพาหนะ ที่มักได้รับการมองข้ามจากสังคมไทย โครงการนี้ได้พยายามนำเสนอ การออกแบบโดยใช้ “เส้นทางจักรยาน” เป็นตัวเชื่อมการเดินทางเข้ากับระบบขนส่งมวลชนโดยรวมทั้งหมด โดยเริ่มจากการศึกษาการเดินทางในแต่ละเส้นทางในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น การเดินทางด้วยเรือโดยสารทางคลองหรือแม่น้ำ ทางรถไฟ รถเมล์โดยสาร แท็กซี่และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เพื่อให้การใช้งานระบบขนส่งมวลชนทั้งหมดเกิดการเชื่อมต่อและเกิดการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

การที่จะสร้างกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ต่าง ๆ ในประเทศไทย ได้หันกลับมามองและร่วมมือกันสร้าง “วัฒนธรรมจักรยาน” ให้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตอบคำถามพื้นฐานสำคัญง่าย ๆ ที่คนส่วนใหญ่ต่างก็นึกถึง ทั้งความปลอดภัยและความสุขที่จะเกิดขึ้นระหว่างการขับขี่จักรยาน
ทางไซต์-สเปซิฟิค ยังคงต้องการตอกย้ำเจตนารมณ์ที่อยากจะเห็นกรุงเทพฯ มีเส้นทางจักรยานที่ปลอดภัย ร่มรื่น เชื่อมต่อกับทุกการเดินทางได้อย่างลงตัว และอีกสิ่งสำคัญที่เป็นเสน่ห์ก็คือทางจักรยานที่เราฝันอยากให้เป็น จะต้องมีความกลมกลืนกับ ตัวละครอื่น ๆ ในเมือง ไม่ว่าจะเป็น รถเข็นขายขนมอร่อย ๆ ลูกชิ้นปิ้งหอม ๆ คุณลุงวณิพกผู้ร้องเพลงขับกล่อมให้เพื่อนร่วมทาง ฯลฯ ที่ทุกเส้นทางต่างก็ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน มีความเป็นระเบียบ เรียบร้อยสวยงาม ร่วมขับเคลื่อนชีวิตภายในฉากเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน

What are the first things that come to mind when you hear the name ‘Bangkok’? Good street food, or the Grand Palace or may be its infamous traffic jam.
Bangkok is a city of 8.2 million people with the area of 1,568 square kilometer. It is one of the largest cities in the world, yet no one has attempt to look at Bangkok as an urban ecology. ‘Bangkok Bicycle City’ is part on an on-going research project to decode Bangkok’s DNA layer by layer.

‘Bangkok Bicycle City’ is a urban planning project examining the links between the unconnected transportation systems. This project decoded each layers of the transportation systems whether canal boats, river ferries, railways, buses, taxies and Bangkok’s unique motorcycle taxies. And layering them back to see if the bike lanes can become the connectors between all those disconnected systems.

Bangkok_Bicycle_City_02

Currently many bicycle lanes in Bangkok are painted onto the sidewalk. Eventually, the street vendors took over these lanes and cyclists are forced to cycle on the road surface.To remedy this problem, the bike path must clearly be differentiated by separating the surfaces into to levels, one for walking and one for cycling.

Bangkok_Bicycle_City_03

Bangkok_Bicycle_City_04

Bangkok_Bicycle_City_05

Rajadamnern Road is a major avenue running through the heart of Bangkok’s old district. It is used not just as one of the roads. It is used major celebrations such as the King’s birthday ceremony, but also political protests.

As one of the most beautiful street in Bangkok, it is a very popular bicycle route especially in the cool season when thousands of cyclists are out riding at night.
The bicycle lane is currently painted in the middle of the sidewalk which is full of activities, so cyclists are forced to ride on the road instead. Plus, there are a lot of pedestrians at any time which creates crossing between pedestrian traffic and bicycle traffic.

To remedy this, we have selected to create a bicycle lane within the sidewalk close to the edge. By dropping the bicycle lane 30 centimeters below the surface of the sidewalk it create a separation between the pedestrians and the bicycles. By putting the bicycle lane close to the edge, the area for activities are still maintained. A crossway has also been designed for the bus stop. This crossway is at the same level as the sidewalk, so cyclist must slow down before going over. Thus, this create safe locations for the intersection of pedestrian traffic and bicycle traffic.

​This proposal have taken part under the Cycling Visionaries Award hosted by Velo City 2013 in the Urban Design Category.
If you like this ​entry, and want to make Bangkok Bicycle City come true, please vote for us on
http://velo-city2013.com/?page_id=2337&project_id=169

1

ตามหลักฐานที่ปรากฎ “รถถีบหรือจักรยาน” ได้รับการนำเข้ามาครั้งแรกในประเทศไทย ในช่วงเวลาประมาณ พ.ศ. 2420 หรือตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 หากนับถึงปัจจุบัน คนไทยได้ทำความรู้จักกับยานพาหนะชนิดนี้ล่วงเวลามาแล้วกว่า 136 ปี หากมองเพียงตัวเลขของเวลา อาจกล่าวได้อย่างไม่เกินไปนักว่าคนไทยเรา น่าจะมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับรถจักรยาน เป็นเหมือนพี่ เหมือนน้อง และเพื่อนเก่าแก่ มากที่สุดชนิดหนึ่งหากเทียบกับ “ยานพาหนะสมัยใหม่” ชนิดอื่น ๆ แต่ในปัจจุบัน คนไทยกับจักรยานกลับมี “ระยะห่าง” ของความเป็นเพื่อนมากกว่าที่ควรจะเป็น อาจเนื่องมาจากการพัฒนา(แบบไร้ทิศทาง) ของระบบการคมนาคมขนส่งของไทย ก่อให้เกิดปริมาณรถยนต์ที่มากขึ้นเต็มท้องถนน จนในที่สุดก็ได้บดบังและผลักไสให้ ระบบยานพาหนะแรงคนไม่ว่าจะเป็น รถสามล้อลาก รถม้า และแน่นอนรวมไปถึงจักรยานสูญสิ้นไปจากท้องถนนไทย เราจึงเหมือน “เพื่อนเก่า” ที่ต่างก็ลืมเลือนกันไปในที่สุด

old_bicycle

old_bicycle_02
(ขอบคุณภาพจักรยานเก่า ๆ จาก http://www.thaiscooter.com มาก ๆ นะครับ)

ย้อนข้ามเวลากลับมาสู่ยุคปัจจุบัน “ปันปั่น” หรือโครงการเช่า-ยืมจักรยานได้ก่อกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นอีกทางเลือกของการเดินทางท่ามกลาง สภาพสังคม ที่จักรยานได้ (เกือบ) สูญหายไปโดยสมบูรณ์จากท้องถนนในเมืองใหญ่ ที่เต็มไปด้วยรถยนต์มากมาย เพื่อมุ่งหวังจะเติมเต็มช่องว่างในการเดินทางให้กับคนกรุงเทพฯ ด้วยการเชื่อมโยงการเดินทางด้วยจักรยานเข้ากับขนส่งมวลชนสาธารณะขนาดใหญ่ ซึ่งในห้วงช่วงเวลาที่ผ่านมา ทางไซต์-สเปซิฟิค ได้มีโอกาสไป “ทดลอง” ใช้บริการจึงนำมาเขียนเป็นบทความดังกล่าวเพื่อ “ปัน” ความคิด และความรู้สึกที่มีต่อโครงการดังกล่าว ให้ทุกคนได้รับทราบกัน

1

สำหรับลักษณะของโครงการจะประกอบไปด้วยสถานีจักรยานและมีสำหรับยืมคืน จำนวน 8 คัน จอดอยู่ในแท่นล็อค พร้อมตู้ยืมอัตโนมัติและในขณะเดียวกันภายในสถานีก็จะมีน้อง ๆ ทีมงานที่น่ารัก อีกประมาณ 2 คนที่จะช่วยเหลืออำนวยความสะดวกในการยืม-คืน ติดต่อสอบถาม รวมไปถึงสมัครสมาชิกแรกเข้าหรือติดต่อในรายละเอียดต่าง ๆ  ให้กับผู้มาใช้บริการ (น้อง ๆ ยิ้มแย้ม น่ารัก ตั้งใจให้บริการ แม้ว่าอากศภายนอกจะร้อนมากก็ตาม ขอชื่นชมตรงนี้จากใจครับ)

ในปัจจุบัน (กุมภาพันธ์ 2556) มีสถานีโครงการปันปั่นทั้งหมด 4 สถานี ได้แก่ สถานี จามจุรีสแควร์ สถานีจุฬา 1 (หน้าคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) สถานีจุฬา 2 (หน้าสำนักงานจัดการทรัพย์สินแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และสถานีสยามสแควร์ (หน้าธนาคารกรุงเทพ) โดยในเวลาอันใกล้ทางโครงการจะขยายสถานีเป็น 50 สถานี ครอบคลุมย่านสำคัญในกรุงเทพฯ อันได้แก่ สยาม สามย่าน สีลมและสาทร นั่นหมายความว่า เราสามารถที่จะยืม-คืนจักรยานได้อย่างสะดวก ให้บริการได้ทั่วถึงไม่ว่าจะเป็น นิสิต นักศึกษา พนักงาน ประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยว

3

สำหรับขั้นตอนในการยืมจักรยาน ในขั้นตอนแรกสุด ผู้ใช้บริการ “จำเป็น” ต้องมีบัตรสมาชิก ก่อนสำหรับการสมัคร สามารถสมัครใช้บริการได้ กับ น้อง ๆ ทีมงานที่สถานีจักรยานตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น โดยสิ่งต้องเตรียมไปก็คือ “บัตรประชาชน” (ชาวต่างประเทศใช้หนังสือเดินทาง) และเงินจำนวน 320 บาท  ซึ่งค่าใช้จ่ายในการสมัคร ประกอบด้วย

  1. ค่าธรรมเนียมการออกบัตร 120 บาท (จ่ายเพียงครั้งเดียว)
  2. ค่าสมาชิกรายปี 100 บาท (มีอายุ 1 ปี)
  3. มูลค่าบัตรที่เติมไว้ล่วงหน้าสำหรับใช้บริการ 100 บาท

สำหรับขั้นตอนสมัครก็ไม่ได้ยุ่งยากครับ เพียงนำบัตรประชาชนไปยื่นกับน้อง ๆ พร้อมแจ้งความจำนงที่จะสมัครสมาชิก เราก็จะได้รับเอกสารมากรอกรายละเอียดต่าง ๆ ครับ

4

เมื่อกรอกเรียบร้อยน้อง ๆ ทีมงานก็จะให้ถ่ายรูปลงทะเบียนในระบบ กำหนดรหัสผ่านบัตร(password) ขั้นตอนดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 15 นาที เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ เราก็จะได้บัตรน่าตาน่ารักอย่างที่เห็นครับ

2

ขั้นตอนการยืมจักรยานก็ไม่ยุ่งยาก เพียงเดินหาตู้ยืมอัตโนมัติ นำบัตรมาสัมผัสที่ตู้ ใส่รหัสบัตรส่วนตัว กดเลือกหมายเลขจักรยานที่ตนเองตรวจสอบความเรียบร้อยหรือตนเองชอบ เมื่อกดเลือกจักรยานที่ตัวเองเลือก จะมีไฟสัญญาณขึ้น หลังจากนั้นเพียงเรานำบัตรสมาร์ทการ์ดไปแตะที่แท่นล็อคจักรยาน จักรยานคันดังกล่าวจะได้รับการปลอดล็อค พร้อมที่จะให้เราใช้งานทันที (มาถึงตรงจุดนี้ผู้อ่านบางท่านคงสงสัยว่า หากได้รับจักรยานแล้วพบว่าจักรยานชำรุด เราสามารถที่จะเสียบจักรยานดังกล่าวกลับเข้าสู่แท่นล็อคจักรยานแล้วเลือกจักรยานคันใหม่ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

อย่างไรก็ตามโดยภายในระบบตู้ยืมอัตโนมัติเราสามารถที่จะตรวจสอบยอดเงินคงเหลือ หรือเติมเงินการใช้บริการได้ด้วยเช่นกัน 

5

6

Bicycle
(ขอบคุณภาพจักรยานจาก http://www.punpunbikeshare.com)

เส้นทางที่เราเลือกปั่นคือเริ่มจาก จามจุรีสแควร์ มุ่งหน้าเข้าสู่ถนน อังรีดูนังต์ วกเข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าสู่ถนนพญาไท  ผ่านหน้ามาบุญครอง วกเข้าสู่ สยาม สแควร์ กลับเข้าสู่ ถนนอังรีดูนังต์ อีกครั้งแล้วไปสิ้นสุดที่สถานียืม-คืน สถานีสยาม

ตามที่ทราบโดยทั่วกันว่าเส้นทางดังกล่าว ถือเป็นถนนกลางเมืองที่มีรถค่อนข้างพลุกพล่าน ตลอดทั้งวัน ยิ่งในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน การจราจร ถือว่าค่อนข้างจะอันตรายมาก ๆ สำหรับคนขี่จักรยาน (ทางโครงการไม่มีหมวกนิรภัยให้บริการนะครับ)การขี่บนถนนจึงถูกเบียดหรือปาดหน้าจากรถยนต์ตลอดเวลา จึงอยากจะฝากถึงผู้ที่ขี่จักรยานไม่เก่งมากนัก อาจจะต้องเพิ่มความระวังเป็นพิเศษ รวมไปถึงควรแต่งกายด้วยชุดที่รัดกุมสักเล็กน้อย เพราะหากนิสิตนักศึกษาหญิงปั่น กระโปรงยาวอาจเกิดการเกี่ยวกระชากกับรถยนต์ที่ขับผ่านไปมาอย่างรวดเร็วได้ ซึ่งถือว่าอันตรายพอสมควร

SS_map (resized)

สำหรับจักรยานนั้น ถือว่าขี่ได้นุ่มนวล อาจมีข้อเสียเล็กน้อยที่จักรยานที่เราทดลอง เบรกล้อหลังมีปัญหาเล็กน้อย จึงทำให้ไม่สามารถหยุดรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องใช้ความระมัดระวังเล็กน้อยในการขับขี่

นอกจากจะต้องหลบรถยนต์ ผู้ขับขี่ก็ควรระมัดระวัง ผู้คนที่เดินเท้าตามข้างทางด้วย เพราะว่าอย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น ว่าโครงการดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตที่มีผู้คนสัญจรไปมาอย่างหนาแน่น

7

8

9

10

11

12

หลังจากที่ขับขี่ลัดเลาะตามเส้นทางพอสมควรแล้ว พวกเราก็ได้เดินทางมาถึงสถานีที่พวกเราตั้งจุดหมายว่าจะมาคืนจักรยานนั่นก็คือสถานีสยาม หน้าตาสถานีก็มีหน้าตาเฉกเช่นเดียวกับสถานีอื่น ๆ วิธีการคืน ก็เพียงแค่เข็นจักรยานเข้าไปชนกับที่ล็อคจักรยานที่ว่าง ตัวล็อคก็จะทำการล็อคจักรยาน จักรยานจะถูกบันทึกเข้าสู่ระบบ เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการยืม-คืน โดยผู้เช่าไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายหรือสูญหายของรถจักรยาน ที่เกิดขึ้นหลังจากเราได้นำรถจักรยานส่งคืนเข้าสู่ระบบเรียบร้อยแล้ว

13

โครงการ “ปันปั่น” ถือเป็นโครงการที่ได้ฟื้นชีวิตให้จักรยานหรือรถถีบไทย ให้กลับมามีพื้นที่บนเวทีของยานพาหนะทางเลือกอีกครั้ง ซึ่งหากเราย้อนมองดูในห้วงช่วงเวลาที่กรุงเทพเราก้าวเข้าสู่ความทันสมัย เราต่างละเลยและลืมเลือน การพัฒนาระบบการเดินทางที่เรียบง่าย แต่สามารถขับเคลื่อนสังคมได้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ความสุขและความสวยงามของเมือง อย่างไรก็ตามก้าวต่อไปของ “ปันปั่น” นอกเหนือจากการพัฒนาระบบของตนเองให้สมบูรณ์มากขึ้นแล้ว โครงการดังกล่าวยังคงต้องการการพัฒนา ผังเมือง ระบบทางเท้า รวมไปถึงเส้นทางในการขับขี่ด้วยเช่นกัน เพราะนั่นหมายถึงความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ และสิ่งสำคัญเหนืออื่นใด การพัฒนา “วินัย” ของผู้ใช้รถบนท้องถนนย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่จะนำมาซึ่งความปลอดภัยของผู้ขับขี่ยานพาหนะและความสุขของผู้ใช้ถนนอย่างยั่งยืน หากพัฒนาอย่างถูกต้องและจริงจัง พวกเราก็อาจจะมีโอกาสที่จะเห็น “เพื่อนเก่า” กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ให้สมกับที่ “คนไทย”ได้รู้จัก “เพื่อนรถถีบ” ชนิดนี้ซี๊ย่ำปึ๊กกันมาร้อยกว่าปี

 

ชื่อโครงการ
โครงการจักรยานสาธารณะปันปั่น
เจ้าของโครงการ
กรุงเทพมหานคร
ผู้ดำเนินโครงการ
กิจการค้าร่วม เอสบีเอส (Smart Bike Service)
พื้นที่ให้บริการ
ถนนสาทรเหนือ ถนนสาทรใต้ ตลอดสาย
ถนนพระราม 4 ตั้งแต่แยกสะพานลอยไทย-เบลเยี่ยม ถึงแยกสามย่าน
ถนนพญาไท ตั้งแต่แยกสามย่าน ถึงแยกปทุมวัน
ถนนพระราม 1 ตั้งแต่แยกปทุมวัน ถึงแยกราชประสงค์
ถนนราชดำริ ตั้งแต่แยกราชประสงค์ ถึงแยกศาลาแดง
ถนนสีลม ตั้งแต่แยกศาลาแดง ถึงแยกตัดกับถนนนราธิวาส
ถนนนราธิวาส ตั้งแต่แยกตัดกับถนนสีลม ถึงแยกตัดกับถนนสาทร
ถนนวิทยุ ตั้งแต่แยกสะพานลอยไทย-เบลเยี่ยม ถึงแยกเพลินจิต
ถนนเพลินจิต ตั้งแต่แยกตัดกับถนนวิทยุ ถึงแยกราชประสงค์
จำนวนสถานีจอด
50 สถานี
จำนวนแท่นจอด
8 แท่น ต่อ 1 สถานี
จำนวนรถจักรยาน
330 คัน
อัตราค่าใช้บริการ
15 นาทีแรก ไม่คิดค่าบริการ
หลังจาก 15 นาที จนถึง 1 ชั่วโมง คิดค่าบริการ 10 บาท
ชั่วโมงที่ 1-3 คิดค่าบริการ 20 บาท
ชั่วโมงที่ 3-5 คิดค่าบริการ 40 บาท
ชั่วโมงที่ 5-6 คิดค่าบริการ 60 บาท
ชั่วโมงที่ 6-8 คิดค่าบริการ 80 บาท
เกิน 8 ชั่วโมง คิดค่าบริการ 100 บาท
* เศษของชั่วโมง คิดเป็น 1 ชั่วโมง
มากกว่า 24 ชั่วโมง ระบบจะทำการออกรายงานให้เจ้าหน้าที่ทำการติดต่อผู้ใช้บริการให้นำรถจักรยานกลับคืนสู่ระบบ และต้องเสียค่าปรับ 500 บาทต่อวัน (ไม่รวมค่าบริการ) ทั้งนี้เพื่อให้การหมุนเวียนของรถจักรยาน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
คุณสมบัติผู้ใช้บริการ
คุณสมบัติของผู้ใช้บริการให้มีอายุไม่น้อยกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ในวันที่สมัครใช้บริการ ผู้ใช้บริการต้องสมัครลงทะเบียนเป็นผู้ใช้บริการจักรยานสาธารณะปันปั่น ด้วยตนเอง โดยใช้บัตรประจำตัวประชาชน บัตรข้าราชการ หรือหนังสือเดินทาง และได้ชำระค่าธรรมเนียมและค่าบริการล่วงหน้าตามที่โครงการกำหนด

Community Services, Environment, Uncategorized
other-inconvenient-truth

Jonathan Foley: The other inconvenient truth

Environment, Organic Farming

Jonathan Foley’s talk at TEDxTC gave us insight of the effect of current agriculture industry.  A skyrocketing demand for food means that agriculture has become the largest driver of climate change, biodiversity loss and environmental destruction.  Jonathan Foley shows why we desperately need to begin “terraculture” — farming for the whole planet.
“We use so much land to grow our food and raise our animal to feed ourselves. It is shocking to learn that Agriculture is the BIGGEST contributor to climate change. What are we going to do about it. Will organic farming work? Will urban farming help stop the spread for agriculture land?”

“เราใช้พื้นที่มหาศาลในการปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ สำหรับการผลิตอาหารเลี้ยงปากท้องของมนุษย์ แต่สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือการที่ได้เรียนรู้ว่าการเกษตรกรรมนี้แหละ ที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน เราจะสามารถทำอะไรได้บ้าง การทำเกษตรกรรมอินทรีย์จะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน หรือการที่เราจะเริ่มทำฟาร์มในเมืองจะช่วยแก้ปัญหาการขยายตัวของพื้นที่เพาะปลูกได้หรือไม่”
See video at TED.com

ดูวิดีโอได้ที่ TED.com

hotel

Can we plant real food instead of Farmville?

Architecture, Organic Farming
How much food can we generate if we would stop playing Farmville and go out to our backyards, balconies and roofs and starting planting actual plants?
ถ้าเราเอาเวลา และพลังงาน ที่เราปลูกผักในเกมส์ Farmville แล้วใช้เวลานั้น ไปปลูกผักจริงๆ ในสนาม บนระเบียง หรือบนดาดฟ้าของบ้านเราทุกคน เราจะสามารถสร้างอาหารให้โลกนี้ได้อีกมากแค่ไหน

Photo: Thai City Farm

01

SATHUBLAE SCHOOL

Architecture

We believe that architecture is not merely just a trophy of one’s success in capitalism, but one of the tools to solve social issues.

Displace + Freedom

Escaping from social depression, Karen people are searching for freedom and are displaced from their homes. They are residing on a borrowed piece of land which they can never owned. They are living in a country that they are not considered parts of society – many of them without citizenship.

We believe that right kind of architecture can create the sense of belonging and the sense of ownership in the hearts of the displaced Karen community members. We want to create a school that this community can say ‘made by us’ and ‘made for us’. Thus, this school can become the center of the community.

 

Sliding Puzzle = Flexibility

In searching for the answer, we came across the ‘Sliding Puzzle’. We were interested in this toy because they are both modular and rearrangeable, yet it maintain the integrity of the grid system.

By using the ‘Sliding Puzzle’ as an architectural paradigm, we can create a school complex that has flexibility of usage simply by the rearrangement of the modules. This allows the school complex to be use for community functions such as cultural ceremonies or community meeting place when the school is off.

Sliding Tiles = Rearrangeable Modules

Each module is 2.5 meters by 5 meters for easy transportation by trucks on public road. This dimension is of the correct size for each of the six classrooms. While larger required programs will be made up by connecting multiple standard modules together to create larger spaces.

The school complex is made up of three different types of module – roofed module, terrace module and farm module. The school or the community can create different usage by placing these modules into different arrangement such as large assembly hall with frontal terrace, courtyard space for school events and etc.

The arrangement of the modules can also be adapted to new site since the complex can be re-shaped according each specific site conditions.

 Factory Made + Local Ingenuity

Each of the modules are made up of parts that are both factory made and locally crafted. By employing the industrial prefabrication technology in combination with the Karen’s traditional construction techniques, the community can be involved in the construction of their school. Thus, the sense of ownership is founded.

Steel + Bamboo

The school will be built with the combination of steel platforms and rail system, bamboo trusses and fabric roofs. Theses materials are designated for each particular components to allow the optimum usage of their property. The combinations also allow the school to be built with very low carbon footprint by using highly renewable material and less transportation of building components to site.

The steel platforms, rail system and fabric roofings are fabricated in a factory to ensure the highest possible quality control. While the bamboo components are carefully crafted onsite by the time-honored knowledge of the Karen people.

By doing this, the community can also benefit from jobs that are created for the community’s craftsmen.

We only expect the rearrangement to occur a couple of times a year, not on the regular basis. However, to ease on the rearrangement, the modules sit on the bi-axis rail system. This system with wheels not unlike the tip of ball point pen allows the modules to move with just human hands and power.

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

Innocent

Photography

This is a beginning of a series of photographic journal of the people, events and communities we touch while we are working on many of our research and design projects.

These children are from Pa Mok District in Angthong Province.  We came across them playing in the flood that devastated their community while we were surveying the communities along Chao Phraya River.

 

422537_10150504594572400_522832399_8989090_1016912032_n

Southern Thailand Architecture Forum

Architecture

On Sunday January 29th, Site-Specific was invited to participate in Southern Thailand Architecture Forum.  Chutayaves Sinthuphan, along with Vipavee Kunavichayanont (Design for Disasters) and Ploy Yamtree (Independent Community Architect) were guest speakers at the event.

The topic of our talks was center about the role of architects as social benefactor.  It was very interesting to see and hear what each of us is doing.

Vipavee was a founder of Design for Disasters (which Chutayaves was also a co-founder).  This organization is a think tank that focuses on using design as one of the tools to evaluate the changes that are going on around the world including global warming, disasters and political effects on society.

Ploy and Chutayaves were colleagues at Thammasat University.  She is an architect that has been working on many community based projects around South East Asia.

The talk was truly an inspiration.  It was definitely a good recharge for the mind and energy.

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

บ้านสะเทินน้ำสะเทินบก โดยคนไทย เพื่อคนไทย

Architecture

บทความข้างล่างนี้ ถูกเขียนขึ้นโดยนักเขียน/สถาปนิกท่านหนึ่ง เมื่ิอต้นปี 2554 ซึ่งนักเขียนท่านนี้ได้เคยนำเสนอบทความนี้ให้กับหนังสือพิมพ์หลายฉบับ แต่ก็ไม่มีหนังสือพิมพ์ฉบับไหนให้ความสนใจกับบทความนี้ ผมจึงได้ขออนุญาตนำบทความจากท่านนั้นมาใส่ไว้ใน ณ ที่นี้ครับ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ในช่วงเพียงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยของเราประสบกับเหตุการณ์น้ำท่วมอย่างรุนแรงในหลายๆภูมิภาค ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อชีวิต สภาพจิตใจและทรัพย์สินของผู้คนในพื้นที่ประสบภัย และระบอบเศรษฐกิจของประเทศอย่างประเมินค่าไม่ได้ ตามที่เป็นข่าวให้ติดตามกันในชั่วระยะเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

จากเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามจากผู้คนใน สังคมถึงความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย ว่าเราจะหลีกเลี่ยงหรือปรับตัวเช่นไรให้เกิดความเหมาะสมและพร้อมรับมือกับ สถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในพื้นที่เสี่ยงภัย คำถามดังกล่าวทำให้หลายคนอาจจะคิดถึงการวางแผนการอยู่อาศัย แต่ก็ได้แต่ทำใจและคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะคงเป็นไปได้ยากเนื่องจากภัยพิบัติเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน

แต่ถ้าหากเราลองดูตัวอย่างในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศเนเธอแลนด์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ที่พวกเขาได้สร้างรูปแบบบ้านที่รองรับสภาวะน้ำท่วม เนื่องจากประเทศเนเธอ แลนด์มีระดับพื้นดินที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลซึ่งคงเคยผ่านตาหลายๆคนจากสื่อ ต่างๆอันเนื่องมาจากกระเเสตื่นตูมน้ำท่วมโลกของคนไทยมาไม่มากก็น้อย ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าการออกแบบที่คำนึงถึงสภาพในอนาคตมีความเป็นไปได้ อย่างน้อยก็อาจจะช่วยบรรเทาเหตุการณ์เลวร้ายๆต่างๆได้ไม่มากก็น้อย เข้าทำนองกันไว้ดีกว่าแก้

เมื่อ อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจตั้งคำถามว่า สถาปนิกในประเทศไทยผู้มีบทบาทโดยตรงในการออกแบบก่อสร้าง ทำไมถึงไม่ลองคิดออกแบบรูปแบบที่อยู่อาศัยที่มีสภาวะเหมาะสมกับเหตุการณ์น้ำ ท่วมในประเทศไทยบ้าง

คำถาม นี้คงเป็นคำถามเดียวกันที่เกิดขึ้นกับ คุณชุตยาเวศ สินธุพันธุ์ เป็นสถาปนิกหนึ่งในผู้ที่ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ร่วมมือกับทีมสถาปนิก นักวิจัยทางสถาปัตยกรรม และวิศวกร เพื่อระดมสมอง โดยตั้งคำถามและออกแบบจนสำเร็จเป็นแนวคิดผลงาน “บ้านสะเทินน้ำสะเทินบก” (Amphibious House) ที่เหมาะสมกับสภาพของรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน

“เราเองเป็นสถาปนิก เป็นนักคิด ทำไมเราจะมัวนิ่งเฉย ไม่ลงมือทำอะไรเพื่อชั่วเหลือคนไทยด้วยกัน” เป็นคำพูดของ คุณชุตยาเวศ สถาปนิกหนุ่มไฟแรงผู้ที่พยายามบอกทุกคนว่าเขาเป็น Re-Thinker ไม่ใช่สถาปนิกทั่วไปที่ออกแบบแต่สิ่งสวยงามเป็นพื้นฐาน

“ก่อน อื่นเราคงต้องยอมรับว่าผู้คนในสังคมไทยในปัจจุบัน ได้ยอมรับและเคยชินกับการอยู่อาศัยบนบ้านที่อยู่ในระดับดิน ซึ่งเป็นผลมาจากเราได้รูปแบบการเดินทางและคมนาคมทางถนนซึ่งเป็นการเดินทาง แบบตะวันตกเข้ามาตั้งเเต่ครั้งการตัดถนนเจริญกรุง ในสมัยของรัชกาลที่ 4 ทำให้ คนไทยเรายึดรูปแบบการอยู่อาศัยบนพื้นดินนับแต่นั้นมา ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการอยู่อาศัยของคนไทยในสมัยก่อน ที่รับรู้กันว่า เมืองไทยเป็นเมืองน้ำ ด้วยพื้นที่ที่มีลักษณะราบลุ่มทำให้น้ำท่วมถึงตลอดปี ทำให้พื้นดินมีแร่ธาตุที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเพาะปลูก จึงทำให้ได้รัับการกล่าวขานว่า เมืองไทยเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งจากภูมิปัญญาพื้นถิ่นของคนไทยในสมัยก่อน พวกเขาเข้าใจถึงสภาพเเวดล้อม และความเป็นไปของธรรมชาติอย่างเเท้จริง พวกเขาน้อมรับมันและปรับตัวเข้ากับการอยู่อาศัยได้อย่างลงตัว” คุณชุตยาเวศกล่าว

บ้าน ท่าขนอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นชุมชนพื้นบ้านที่ในอดีต ได้สร้างรูปแบบการอยู่อาศัยที่มีลักษณะสะเทินน้ำสะเทินบกกล่าวคือตัวบ้าน เรือจะสร้างอยู่บนแพ เมื่อน้ำท่วมบ้านก็จะถูกยกขึ้นลอยขึ้นไปเหนือระดับน้ำ ทำให้ผู้คนสามารถใช้ชีวิตภายในบ้านได้อย่างไม่ได้รับอันตราย แต่ปัจจุบัน รูปแบบการอยู่อาศัยเหล่านั้นได้สูญหายไปหมดเเล้ว เนื่องจากการรับรูปแบบการอยู่อาศัยบนพื้นดิน

ด้วย “รากทางความคิดดังกล่าว” จึงทำให้ คุณชุตยาเวศ และทีมงานได้ร่วมมือกัน ขุดไอเดียดังกล่าว สร้างรูปแบบการอยู่อาศัยที่เหมาะสมกับสภาวะน้ำท่วม โดยปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับชีวิตร่วมสมัยมากขึ้นและใช้เทคโนโลยีการ ก่อสร้างในรูปแบบอุตสาหกรรมมามีส่วนช่วยให้การก่อสร้างมีความรวดเร็วเเละ ควบคุมคุณภาพได้ดีมากยิ่งขึ้น

บ้านสะเทินน้ำสะเทินบกมองภายนอกก็เป็นเหมือนบ้านที่สามารถอยู่อาศัยบนพื้นดินได้ อย่างปกติ ตอบรับกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในปัจจุบัน แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ ใต้อาคารได้สร้างระบบฐานรากหลุม (ditch) โดย ซ่อนระบบทุ่นเหล็กไว้ใต้อาคาร ซึ่งเมื่อเกิดสภาวะน้ำท่วมน้ำ น้ำจะไหลลงไปในหลุมเพื่อดันระบบทุ่นใต้อาคารให้ลอยสูงชึ้น ทำให้บ้านลอยน้ำขึ้นมานั่นเอง ในขณะเดียวกันเมื่อตัวบ้านลอยเหนือระดับน้ำ ระบบเสาที่ซ่อนอยู่ภายในเสาโครงสร้าง หรือเสาประคอง จะมีหน้าที่ยึดตำแหน่งของบ้านให้ลอยขึ้นสูงในแนวแกนแนวตั้งเท่านั้น ทำให้ตัวบ้านไม่ลอยไปที่อื่น ซึ่งเสาประคองได้ออกแบบรองรับให้สามารถลอยขึ้นเหนือระดับน้ำท่วมถึง 3 เมตร ซึ่งเป็นระดับน้ำท่วมที่ถือว่ารุนเเรงที่สุด ตามสถิติของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย นอกจากนั้น ระบบประคองยังมีระบบสายเคเบิ้ลสำรองสำหรับกรณีที่น้ำท่วมสูงมากเกินกว่า ระดับปกติด้วย

เมื่อ ติดตามถึงตรงนี้ หลายคนคงตั้งคำถามต่อมา ถึงการอยู่อาศัยซึ่งถ้าหากต้องอยู่ในสภาวะน้ำท่วม เป็นระยเวลานานนับเดือนจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านนี้ได้อย่างไร

“ในสภาวะปกติบ้านหลังนี้สามารถเชื่อมต่อกับไฟฟ้าหลักได้โดยตรง แต่เมื่อเกิดสภาวะน้ำท่วมอย่างรุนเเรงจนทำให้จำเป็นต้องตัดกระเเสไฟฟ้าหลัก ภายในบ้านก็ยังสามารถใช้พลังงานกระเเสไฟฟ้าได้จากไฟฟ้าที่ผลิตได้จาก แผงเซลล์สุริยะ (Solar Cell) และระบบกังหันลม ซึ่งจะถูกเก็บเป็นพลังงานไว้ในรูปแบบของแบตเตอรี่ (Battery) จำนวน 6 ก้อน ที่ถูกติดตั้งอยู่ภายใน เพื่อรองรับการอยู่อาศัยของทุกคนในบ้าน นอกจากนี้เรายังมีถังน้ำสำรอง ระบบกักเก็บน้ำฝน ระบบบำบัดน้ำเสียยามฉุกเฉิน และพื้นที่สำหรับกักตุนอาหารไว้บริโภคในยามเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมด้วยอีกเช่น กัน ซึ่งรองรับเพียงพอต่อการอยู่อาศัยในพื้นที่อุทกภัยในระยะเวลาถึง 1 เดือน ซึ่งสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ก่อนหน่วยงานจากองค์กรภายนอกจะสามารถเข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัยได้นั่นเอง”

สำหรับ การก่อสร้างทางสถาปนิกผู้ออกแบบก็ได้คำนึงถึงวิธีการก่อสร้างที่รวดเร็ว ที่สุด ประหยัดเวลา และการลงทุน โดยใช้วิธีการก่อสร้างกึ่งสำเร็จรูปจากโรงงานและนำไปประกอบยังพื้นที่เสี่ยงภัย

“ในส่วนของการก่อสร้างเราได้เลือกใช้วิธีระบบ Prefabrication ซึ่ง เป็นรูปแบบกึ่งสำเร็จรูปกล่าวคือการก่อสร้างองค์ประกอบของอาคารทั้งหมดจาก โรงงานแล้วนำไปติดตั้งในพื้นที่ ซึ่งข้อดีของระบบนี้คือสามารถนำไปติดตั้งในพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างรวดเร็ว และควบคุมคุณภาพให้งานผลิตมีคุณภาพได้”

ใน เวลานี้การออกแบบ “บ้านสะเทินน้ำสะเทินบก” ได้ถูกออกแบบมาสองประเภท เพื่อรองรับการอยู่อาศัยของครอบครัวไทย ขนาดเล็ก รองรับผู้อยู่อาศัย 3-4 คน และขนาดกลาง รองรับผู้อยู่อาศัย 6-8 คน โดยการออกแบบคำนึงถึงความยืดหยุ่นในการใช้งาน ผู้อยู่อาศัยสามารถปรับใช้พื้นที่ภายในให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละ ครอบครัว รวมไปถึงสามารถปรับใช้พื้นที่บางส่วนของบ้านให้เป็นพื้นที่เชิงพานิชย์ หรือเพื่อการใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพที่เหมาะสมกันไปตามแต่ละครอบครัว

ทางทีมสถาปนิกผู้ออกแบบยังได้เสนอถึงวิสัยทัศน์ ที่สามารถพัฒนาต่อไปได้ในอนาคต โดยได้ออกแบบและเตรียมการวางผังที่จะสร้างชุมชนลอยน้ำ-สะเทินน้ำสะเทินบก (Amphibious Village) ที่ เหมาะสมกับประเทศไทยอย่างแท้จริง กล่าวคือทีมออกแบบยังได้พยายามทดลองออกแบบ อาคารประเภทอื่นๆ ให้สามารถลอยน้ำได้ ไม่ว่าจะเป็น อาคารพานิชย์ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ อาคารสาธารณะหรือศาลาประชาคม และพื้นที่สาธารณะ (Public Space) ต่างๆ ที่จะช่วยสนับสนุนการอยู่อาศัยแบบชุมชนให้สมบูรณ์แบบ และตอบสนองการอยู่อาศัยของสังคมยุคปัจจุบันโดยที่อาคารเหล่านี้สามารถที่จะ ใช้ประโยชน์ในสภาวะปกติได้อย่างเป็นปกติและในขณะเดียวกันอาคารสาธารณะหลัง นี้สามารถปรับเปลี่ยน (Convert) เป็นพื้นที่รองรับการช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอกหรือเป็นศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินในสภาวะน้ำท่วมได้อีกด้วยเช่นกัน

“สำหรับ การวางผังชุมชนเรายังคำนึงถึงการใช้งานยามเกิดเหตุอุทกภัยการช่วยเหลือที่ สามารถทำได้เป็นระบบมากกว่าชุมชนทั่วๆไป กล่าวคือการจัดผังเป็นชุมชนแบบกลุ่ม (Cluster) จะ ช่วยให้การช่วยเหลือยามเกิดอุทกภัยเป็นไปอย่างมีระบบระเบียบมากขึ้นหากเทียบ กับชุมชนไทยในปัจจุบันที่มีไม่มีการวางผังรองรับ อยู่อาศัยกันตามความต้องการ และในขณะเดียวกันเรายังพยายามที่จะเชื่อมชุมชนเหล่านี้เข้ากับ สถานีอนามัย สถานีตำรวจ โรงเรียน วัด และระบบโครงสร้างของเมือง (Infrastructure) ซึ่ง โดยปกติเป็นอาคารสองถึงสามชั้น ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำท่วมถึงซึ่งหากน้ำท่วม ก็ยังสามารถใช้งานบนพื้นที่ชั้นสองหรือสามได้ยามเกิดเหตุน้ำท่วม” สถาปนิกกล่าวเสริม

หลาย คนเมื่อติดตามถึงตรงนี้อาจนึกสงสัยถึงงบประมาณเราจึงได้สอบถามคุณชุตยาเวศ ถึงราคาค่าก่อสร้างทั้งหมดว่าพอมีโอกาสได้ครอบครองหรือไม่

“ราคาค่าก่อสร้างของบ้านลอยน้ำทั้งสองหลังเป็นราคาที่สมเหตุสมผล เริ่มต้นที่ประมาณ 500,000 บาท แต่ถ้าหากภาครัฐหรือเอกชนให้การสนับสนุนมากขึ้น รวมถึงการส่งเสริมการก่อสร้างให้เป็นระบบอุตสาหกรรม ก็จะยิ่งลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น”

นาทีนี้คงอาจกล่าวได้ว่า ในขณะที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองยังคงสร้างสีสันสงครามน้ำลายเลือกตั้งกันอยู่ อย่างน้อยก็ยังมีผู้คนที่คิดดีในสังคมและลงมือทำด้วยความจริงใจโดยไม่ได้ คำนึงถึงผลกำไรตอบแทน และอีกประเด็นที่สำคัญก็คือ การออกแบบบ้านสะเทินน้ำสะเทินบกนี้ อาจเป็นผลงานชิ้นหนึ่งที่เปิดโลกทัศน์ของสถาปนิกทั่วไปในการออกแบบ ให้พวกเขาได้รับรู้ว่า งานออกแบบยังมีมากกว่าการที่คำนึงถึงสุนทรียภาพ (Aesthetic) แต่สามารถสร้างสรรค์ ให้สังคมน่าอยู่มากขึ้นกว่าเดิมได้ด้วยวิธีคิดที่อุทิศหน้าที่ของตนเองเพื่อสังคมให้มากกว่าเดิม

r4-open

Living on the Thin Boundary Line

Architecture

When Chutayaves Sinthuphan, founder of Site-Specific Company Limited, was asked by a client to design a vacation home for her and her family near Khao Yai National Park, the first question that came into his mind was ‘What did he know to design a home for a Thai family in Thailand?’

Even though, he was born and raised in Thailand, his education and training in the field of architecture have come from his time living aboard. He spent his time traveling and working in several continents before setting himself back again in New York City.

Chutayaves set himself to become and architect because ‘shelter’ is one of the four basic needs in life. He believes that architecture is more than just a trophy of ones success in capitalism but one of the tools to help solving the world’s many problems. He follow his beliefs and move back to his roots, Thailand.

So, when this client asked him to design a home, he went and search for the answer to his question. He knew from the start that this home should be as eco-friendly as possible yet it has to be comfortable for the family. And the house must be simple to maintain and easy to live in.

One of the first thing he did was looking carefully at traditional Thai houses. The importance of Thai houses to him was not about the style, but the spirit of the architecture and behavior of its inhabitants. Yet replicating the traditional house is not enough to answer for modern Thai lifestyle, he need to find a new definition – his own definition of what a Thai house is. He found that Thai house is about living within its surrounding. The inhabitants retract to the first floor during the day to stay away from the heat, and move back to the second floor when the temperature is cooler in the evening. House sits in the orientation that allows the breeze to enter the living area all day long. These ideas became the starting point of this home.

Chutayaves made the idea suitable for modern lifestyle by taken the same basic programs of the traditional house and re-organized them in the new way for the new house. Where as the first floor of traditional Thai house are completely open to the elements, the first floor of the new house is enclosed with glass walls to retain the feeling of openness.

Supporting columns are still visible on the outside to emphasis the root of the idea that the house is lifted of the ground. Large amount of windows allow the breeze to flow through without being disturbed. The family can live in the home during the day without the need of air-conditioning.

The idea behind the second floor of the tradition houses contain the bedrooms which are used mostly at night, so it can be hot during the day will not work for modern lifestyle where each of the inhabitant needs more privacy anytime of the day. The second floor in the new house still contains the bedrooms, but it is design with exterior walls that are made up of two layers of brick walls. The air mass that sits between the brick walls act as an effective natural insulation to prevent the heat from entering the living space. Another external layer of the composite cement board that have been coated with earth-colored plaster is added to the exterior to ensure that the heated air is circulated naturally away from the building. This external layer also provides the techno – craft aesthetic of the house that is an over-scale play on the traditional wood siding.

The courtyard of the traditional house is relocated to the roof in the new house, so the family can be more connected to the trees and the amazing view across the valley.

To ensure that the breeze come through the house, air displacement system has been incorporated in the design of the house. Living room has been design with single-height, double-height and triple-height spaces.

The air mass in tower gets heated up and flows upward to the outside and naturally pulling the cooler air into the first and the second floors. This natural ventilation system can be designed and adapted into any climates thought out the tropical areas.

There are several other systems that are included as part of this house such as rain water collection system, entry point water filtration system and etc. Also, the home is designed so that solar and wind generation systems can be adapted when the technology has reached consumer price range.

In the end, we believe that we have starting to define the new definition of Thai architecture by simply looking into the spirit of Thai houses rather than just imitation of form. Also, we believe that we have succeeded in creating a simple eco-friendly home for the family.